ทำความรู้จักประเพณีการแต่งงานตามหลักศาสนาอิสลาม

หลายๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับพิธีการแต่งงานแบบไทยๆ
หรือพิธีแต่งงานแบบฝรั่งตาหลักศาสนาคริสต์ แต่สำหรับศาสนาอิสลาม
อาจยังไม่คุ้นเคยมากนั้น
วันนี้นี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับการลำดับขั้นตอนการจัดงานแต่งงาน
ตามประเพณีการแต่งงานที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลามกัน
ตามประเพณีการแต่งงานตามหลักศาสนาอิสลามจะมีอยู่ 3 ขั้นตอน คือ 1. การสู่ขอ 2.การหมั้น และ 3. การแต่งงาน
เพราะการแต่งงานนั้นถือว่าเป็นประเพณีที่มีความสำคัญมากเนื่องจากถูกบัญญัติไว้ในหลักศาสนา
ซึ่งเป็นพิธีที่ไม่นิยมทำในช่วงพิธีฮัจญ์ รายละเอียดขั้นตอนต่างๆ มีดังนี้
1. พิธีการสู่ขอ
ในอดีต การสู่ขอของฝ่ายชายจะให้ญาติผู้ใหญ่โดยต้องเป็นหญิงล้วน
ไปสู่ขอกับพ่อแม่ของฝ่ายหญิง เมื่อพ่อแม่ของฝ่ายหญิงตกลง ก็จัดการกำหนดวันหมั้น
ซึ่งในอดีตนั้น การตอบตกลงของพ่อแม่ฝ่ายหญิง จะไม่ขอความเห็นจากลูกสาว
แต่สำหรับในปัจจุบัน ผู้ที่ไปสู่ขอ คือบิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชาย
ซึ่งต้องไปสู่ขอกับผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงพร้อมกับนำขนมและผลไม้ไปฝากทางด้านฝ่ายหญิงด้วย
จากนั้นเมื่อไปถึงแล้วก็บอกว่า “มีธุระที่จะขอปรึกษาด้วย”
จากนั้นจึงสอบถามว่าผู้หญิงที่ต้องการไปสู่ขอ “มีคู่แล้วหรือยัง” ถ้าฝ่ายหญิงบอกว่า
“ไม่มี” ก็จะบอกว่า ต้องการสู่ขอให้กับใคร โดยฝ่ายหญิงจะไม่ตอบตกลงในตอนนั้น
และจะไม่ตอบรายละเอียด แต่จะขอเวลาปรึกษากันระหว่างญาติๆ ประมาณ 7 วัน
ในช่วงนั้นฝ่ายหญิงอาจจะส่งคนที่นับถือไปบอกฝ่ายชายในกรณีที่ตกลง
ถ้าไม่ตกลงก็จะเงียบเฉยให้เป็นที่รู้กันเอง แต่หากฝ่ายหญิงตกลง
ฝ่ายชายก็จะไปคุยกำหนดเรื่องวันแต่งงาน สินสอดทองหมั้น และมะฮัรฺ
2. พิธีการหมั้น
ในอดีตเมื่อถึงกำหนดวันหมั้น ฝ่ายชายจะจัดขบวนเถ้าแก่
พร้อมขบวนขันหมากไปยังบ้านของฝ่ายหญิง โดยที่ฤกษ์แห่ขันหมาก
จะใช้เป็นช่วงเย็นเวลาประมาณ 4-5 โมงเย็น
ส่วนประกอบของขันหมาก
ขันหมาก ประกอบไปด้วย พาน 3 พาน คือ พานหมากพลู พานข้าวเหนียวเหลือง
และพานขนม ส่วนบางรายที่มีฐานะดี อาจเพิ่มพานขนมขึ้นอีก
พานหมากพลูนั้นจะมีเงินสินสอดใส่ไว้ใต้หมากพลู เงินจำนวนนี้เรียกว่า “ลาเปะซีเฆะ”
หรือเงินรองพลู
ส่วนพานขนมนั้นจะประกอบไปด้วย ขนมก้อ (ดูปงปูตู) ข้าวพองและขนมก้อน้ำตาล
(ดูปงฮะลูวอคีแม) ซึ่งขันหมากเหล่านี้จะถูกห่อด้วยผ้าสีสวย
เมื่อฝ่ายชายไปถึง เถ้าแก่ฝ่ายชายก็จะกล่าวขึ้นว่า “วันนี้ (…ชื่อเจ้าบ่าว…)
ได้เอาของมาหมั้น (…ชื่อเจ้าสาว…) แล้ว เมื่อเถ้าแก่ของฝ่ายหญิงรับของหมั้นแล้ว
เถ้าแก่ฝ่ายชายจะถามถึงจำนวนเงินขันหมาก
จากนั้นเป็นการปรึกษาหารือถึงกำหนดวันแต่งงาน วันจัดงานและการกินเลี้ยง
โดยก่อนที่ฝ่ายชายจะกลับ ฝ่ายหญิงจะนำผ้าโสร่งชาย (กาเฮงแปลก๊ะ)
หรือผ้าดอกปล่อยชาย (กาเฮงปาเต๊ะลือป๊ะ)
อย่างใดอย่างหนึ่งใส่พานที่ใส่หมากพลูมาหมั้น
ส่วนพานข้าวเหนียวเหลืองและพานขนมก็จะได้รับจากฝ่ายหญิงกลับเช่นกัน
การหมั้นในปัจจุบัน จะมีอยู่ 2 ลักษณะคือ 1. หมั้นก่อนแต่ง ทำพิธีนิกะห์
(การแต่งที่ถูกต้องตามหลักศาสนา) หรือ 2. หมั้นหลังทำพิธีนิกะห์
ซึ่งจะเป็นผลดีและมีข้อห้ามที่ต่างกัน กล่าวคือถ้าหมั้นก่อนแต่งงาน
เจ้าบ่าวจะถูกเนื้อต้องตัวเจ้าสาวไม่ได้ ส่วนการหมั้นหลังพิธีนิกะห์แล้ว
เจ้าบ่าวสามารถถูกเนื้อต้องตัวเจ้าสาวได้เจ้าบ่าวจึงสวมของหมั้นให้กับเจ้าสาวได้
และสามารถจัดพิธีนั่งบัลลังก์ เพื่อให้ญาติทั้ง 2 ฝ่ายร่วมยินดีได้อย่างสมเกียรติ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *